วันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553

โครงงานประวัติศาสตร์


โครงงานประวัติศาสตร์
เรื่อง ตำนานเกาะหนูเกาะแมว
ผู้จัดทำภัฐธิตา ไฝพรม
โรงเรียนวรนารีเฉลิม
บทคัดย่อ
ในการทำโครงงานประวัติศาสตร์เรื่องตำนานเกาะหนูเกาะแมว คณะผู้จัดทำได้มุ่งศึกษาถึงตำนาน , เรื่องเล่าของเกาะหนูเกาะแมว โดยการศึกษาเนื้อหาและสัมภาษณ์ ผู้คนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงและได้นำเนื้อหาดังกล่าวมารวบรวมทำเป็นโครงงานกิตติกรรมประกาศโครงงาน ประวัติศาสตร์เรื่องตำนานเกาะหนูเกาะแมว คณะผู้จัดทำได้รับความช่วยเหลือจากผู้คนบริเวณนั้นมากเป็นอย่างดีในการทำโครงงานและได้คำปรึกษาที่ดีจากอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานมาโดยตลอดทำให้โครงงานดังกล่าวสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ทุกประการคณะผู้จัดทำขอขอบพระคุณทุกคนที่กล่าวมาไว้ ณ ที่นี้ด้วยคณะผู้จัดทำ
บทที่1บทนำ
1.หลักการและเหตุผลที่ทำโครงงาน ในจังหวัดสงขลาที่เราอยู่นั้นมีเรื่องราวที่เป็นประวัติศาสตร์มากมายในกลุ่มของข้าพเจ้านั้นได้สนใจที่จะศึกษาตำนานเกาะหนูเกาะแมวเพราะมีความน่าสนใจและมีภาพเป็นหลักฐานชั้นดีที่จะสร้างจินตนาการในเรื่องอดีตที่เราเกิดไม่ทันแต่เราสามารู้ได้จากการเล่าให้ฟังของผู้ใหญ่2.จุดประสงค์ของโครงงาน
1.เพื่อให้ได้รู้วิธีการศึกษาทางประวัติศาสตร์
2.เพื่ออนุรักษ์ประวัติศาสตร์3.อยากให้ทุกคนได้รู้ตำนานเรื่องเล่า
3.สถานที่ทำการศึกษา
1.หาดสมิหลา
บทที่ 2
สมัย อดีตนานมาแล้ว ในสมัยนั้นจังหวัดสงขลา ยังไม่มีเกาะและภูเขาเหมือนเช่นทุกวันนี้ เรื่องที่เกิดมีภูเขาและเกาะต่างๆ ขึ้นนั้น ก็เนื่องมาจาก มีเศรษฐีชาวจีนผู้หนึ่ง ได้แล่นเรือสำเภามาเมืองไทย และได้ซื้อข้าวสารที่เมืองสงขลาไปขายที่เมืองจีน เศรษฐีนี้ มีแก้วสารพัดนึก หรือแก้ววิเศษอยู่อันหนึ่ง ซึ่งแกหวงมากไม่ยอมให้ใครแตะต้อง และได้เก็บไว้ในห้องอย่างมิดชิดมาก กล่าวกันว่าไม่เคยมีใครได้เข้าไปใกล้ชิด หรือได้เคยเห็นแก้ววิเศษของเศรษฐีนั้นเลย ครั้งหนึ่งเศรษฐีผู้นี้ก็ได้แล่นเรือมาที่สงขลา เพื่อบรรทุกข้าวไปขายที่เมืองจีนอีก คราวนี้ เผอิญมีหนูตัวหนึ่งติดเรือไปด้วย หนูตัวนี้เป็น หนูที่ฉลาดมาก มันรู้ว่าตาเศรษฐีเจ้าของเรือมีแก้ววิเศษ มันก็คิดอยากจะได้มา แล้วมัน ก็วางแผนที่จะเอามาเป็นของมันอยู่ตลอดเวลา แล้วมันก็ได้ขโมยเอาแก้ววิเศษ จากเศรษฐีนั้น มาโดยมันได้คาบลูกแก้วว่ายน้ำมายังสงขลา ฝ่ายเศรษฐี เมื่อรู้ว่าลูกแก้วถูกขโมย ก็ตกใจมากประกอบกับเห็นรอยผ้าที่หนูกัดเป็นวงๆ ก็รู้ทันทีว่าเป็นหนูเข้ามาขโมยไปแน่ๆ ทำให้เศรษฐีเสียใจเป็นอันมาก เศรษฐีผู้นี้แกยังได้เลี้ยงสัตว์ไว้ 3 ตัว คือสุนัข 2 ตัว กับแมว 1 ตัว เจ้าสัตว์ทั้ง 3 ตัวนี้เป็นสัตว์ที่แสนรู้ และมีความกตัญญูมาก เมื่อมันเห็นเจ้านายของมันเศร้าโศกเสียใจ ก็รู้ทันทีว่าเศรษฐีเป็นอะไร จึงได้พากันออกกระโจนลงทะเล ว่ายน้ำตามหาลูกแก้วมาคืนให้เศรษฐีทันที แมวและสุนัขว่ายน้ำ ออกตามหาหนูอยู่หลายวันก็อ่อนเพลียไปตามๆ กัน หนู ก็พยายามว่ายเข้าฝั่งเมืองสงขลา สุนัขและแมวก็ว่ายตามมาอย่างกระชั้นชิด ครั้นใกล้ถึงปากอ่าวเมืองสงขลา หนูก็เห็นสุนัข และแมวว่ายตามมาก็ตกใจกลัว จึงปล่อยแก้ววิเศษที่คาบมานั้นตกลงทะเลไป เมื่อหมดอำนาจของแก้ววิเศษ หนูก็หมดแรงไม่สามารถว่าเข้าหาฝั่งได้ประกอบกับทั้งเหนื่อยล้า ฝ่ายแมวก็หมดแรงเหมือนกัน ดังนั้นทั้งหนูและแมวต่างจมน้ำตาย ที่ปากอ่าวเมืองสงขลานั้น ส่วนสุนัขมีกำลังมากกว่า ก็พยายามว่ายเข้าไปจนถึงฝั่ง แต่ถึงกระนั้นก็พยายามเดินโซซัดโซเซ ไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็ล้มลงขาดใจตาย ด้วยความเหนื่อยและความหิว แก้วสารพัดนึกหรือแก้ววิเศษ ที่จมอยู่ใต้ท้องทะเลตรงปากอ่าว ก็ได้กลายเป็นหาดทรายขึ้นมา และด้วยอานุภาพของแก้ววิเศษ ก็บันดาลให้หนู และแมวที่จมน้ำตายนั้น กลายเป็นเกาะขึ้นมาเรียกว่า “ เกาะหนู ” และ “ เกาะแมว ” มาจนทุกวันนี้ ส่วนซากของสุนัข 2 ตัวก็กลายเป็นภูเขาสองลูกเรียกกันว่า “ เขาน้อย ” และ “ เขาตังกวน ” หาดทรายที่เกิดขึ้นเพราะอำนาจแก้ววิเศษก็เลยได้ชื่อว่า “ หาดแก้ว ” มาจนถึงทุกวันนี้
บทที่3
อุปกรณ์และวิธีการศึกษา
1.อุปกรณ์และวัสดุในการศึกษา
1.อุปกรณ์การเขียน
2..วิธีการศึกษา1.ศึกษาเรื่องที่สนใจจากหนังสือพจนานุกรม2.นำหัวข้อเรื่องที่ได้มาศึกษาต่อโดยการสอบถามหรือค้นหาเนื้อหาจากอินเตอร์เน็ต
3.สำรวจเพิ่มเติมจากประชาชนบริเวณหาดสมิหลา
4.สรุปเนื้อหา5.รวบรวมทำเป็นโครงงาน
บทที่4ผลการศึกษา
จากการศึกษาได้ผลสรุปดังนี้
1.ได้รู้ประวัติเกาะหนูเกาะแมว
2.ได้รู้จักประวัติศาสตร์อีกอย่างหนึ่งของจังหวัดสงขลา
3.ได้รู้จักอนุรักษ์ประวัติศาสตร์
4.ทำให้รู้ว่าจังหวัดสงขลามีเรื่องเล่าหรือตำนานต่างๆมากมายบทที่
5ผลสรุปและการอภิปรายผลการศึกษาจากการที่ได้ไปศึกษาประวัติศาสตร์เรื่องตำนานเกาะหนูเกาะแมวทำให้เราได้รู้สิ่งต่างๆอีกมากมายที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าในจังหวัดสงขลาที่เราอยู่นั้นมีประวัติศาสตร์แต่กลุ่มของข้าพเจ้าได้สนใจเรื่องเกาะหนูเกาะแมวเพราะมันมีตำนานและมีสัญลักษณ์ประกอบนั้นก็คือภูเขารูปเกาะหนูและรูปแมว

วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วันวิสาขบูชา

วันวิสาขบูชาวันวิสาขบูชา หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า 3 ประการ คือ เป็นวันประสูติ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า และปรินิพพาน
ความหมาย คำว่า "วิสาขบูชา" หมายถึงการบูชาในวันเพ็ญเดือน 6 วิสาขบูชา ย่อมาจาก " วิสา - ขบุรณมีบูชา " แปลว่า " การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ " ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือ มีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปเป็นกลางเดือน 7ความสำคัญ วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ คือเกิด ได้ตรัสรู้ คือสำเร็จ ได้ปรินิพพาน คือ ดับ เกิดขึ้นตรงกันทั้ง 3 คราวคือ1. เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติ ที่พระราชอุทยานลุมพินีวัน ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับเทวทหะ เมื่อเช้าวันศุกร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีจอ ก่อนพุทธศักราช 80 ปี2. เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าเมื่อพระชนมายุ 35 พรรษา ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ในตอนเช้ามืดวันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีระกา ก่อนพุทธศักราช 45 ปี หลังจากออกผนวชได้ 6 ปี ปัจจุบันสถานที่ตรัสรู้แห่งนี้เรียกว่า พุทธคยา เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่งรัฐพิหารของอินเดีย3. หลังจากตรัสรู้แล้ว ได้ประกาศพระศาสนา และโปรดเวไนยสัตว์ 45 ปี พระชนมายุได้ 80 พรรษา ก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน เมื่อวันอังคาร ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง ณ สาลวโนทยาน ของมัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ (ปัจจุบันอยู่ในเมือง กุสีนคระ) แคว้นอุตตรประเทศ ประเทศอินเดียนับว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง ที่เหตุการณ์ทั้ง 3 เกี่ยวกับวิถีชีวิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีช่วงระยะเวลาห่างกันนับเวลาหลายสิบปี บังเอิญเกิดขึ้นในวันเพ็ญเดือน 6 ดังนั้นเมื่อถึงวันสำคัญ เช่นนี้ ชาวพุทธทั้งคฤหัสถ์ และบรรพชิตได้พร้อมใจกันประกอบพิธีบูชาพระพุทธองค์เป็นการพิเศษ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ พระปัญญาธิคุณ และพระบริสุทธิคุณ ของพระองค์ท่าน ผู้เป็นดวงประทีปของโลกป ร ะ วั ติ ค ว า ม เ ป็ น ม า ข อ ง วั น วิ ส า ข บู ช า ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ยวันวิสาขบูชานี้ ปรากฏตามหลักฐานว่า ได้มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ซึ่งสันนิษฐานว่า คงจะได้แบบอย่าง มาจากลังกา กล่าวคือ เมื่อประมาณ พ.ศ. 420 พระเจ้าภาติกุราช กษัตริย์แห่งกรุงลังกา ได้ประกอบพิธีวิสาขบูชาอย่าง มโหฬาร เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา กษัตริย์ลังกาในรัชกาลต่อ ๆ มา ก็ทรงดำเนินรอยตาม แม้ปัจจุบันก็ยังถือปฏิบัติอยู่สมัยสุโขทัยนั้น ประเทศไทยกับประเทศลังกามีความสัมพันธ์ด้านพระพุทธศาสนาใกล้ชิดกันมากเพราะพระสงฆ์ชาวลังกา ได้เดินทางเข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนา และเชื่อว่าได้นำการประกอบพิธีวิสาขบูชามาปฏิบัติในประเทศไทยด้วยในหนังสือนางนพมาศได้กล่าวบรรยากาศการประกอบพิธีวิสาขบูชาสมัยสุโขทัยไว้ พอสรุปใจความได้ว่า " เมื่อถึงวันวิสาขบูชา พระเจ้าแผ่นดิน ข้าราชบริพาร ทั้งฝ่ายหน้า และฝ่ายใน ตลอดทั้งประชาชนชาวสุโขทัยทั่วทุก หมู่บ้านทุกตำบล ต่างช่วยกันทำความสะอาด ประดับตกแต่งพระนครสุโขทัยเป็นการพิเศษ ด้วยดอกไม้ของหอม จุดประทีปโคมไฟแลดูสว่างไสวไปทั่วพระนคร เป็นการอุทิศบูชาพระรัตนตรัย เป็นเวลา 3 วัน 3 คืน พระมหากษัตริย์ และบรมวงศานุวงศ์ ก็ทรงศีล และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลต่างๆ ครั้นตกเวลาเย็น ก็เสด็จพระราช ดำเนิน พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และนางสนองพระโอษฐ์ตลอดจนข้าราชการทั้งฝ่ายหน้า และฝ่ายใน ไปยังพระ อารามหลวง เพื่อทรงเวียนเทียนรอบพระประธานส่วนชาวสุโขทัยชวนกันรักษาศีล ฟังธรรมเทศนา ถวายสลากภัต ถวายสังฆทาน ถวายอาหารบิณฑบาต แด่พระภิกษุ สามเณรบริจาคทรัพย์แจกเป็นทานแก่คนยากจน คนกำพร้า คนอนาถา คนแก่ คนพิการ บางพวกก็ชวนกันสละทรัพย์ ปล่อยสัตว์ 4 เท้า 2 เท้า และเต่า ปลา เพื่อชีวิตสัตว์ให้เป็นอิสระ โดยเชื่อว่าจะทำให้คนอายุ ยืนยาวต่อไป "ในสมัยอยุธยา สมัยธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ด้วยอำนาจอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ เข้าครอบงำประชาชนคนไทย และมีอิทธิพลสูงกว่าอำนาจของพระพุทธศาสนา จึงไม่ปรากฎหลักฐานว่า ได้มีการประกอบพิธีบูชาในวันวิสาขบูชา จนมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2360) ทรงดำริกับ สมเด็จพระสังฆราช (มี) สำนักวัดราชบูรณะ มีพระราชประสงค์จะให้ฟื้นฟู การประกอบพระราชพิธีวันวิสาขบูชาขึ้นใหม่ โดย สมเด็จพระสังฆราช ถวายพระพรให้ทรงทำขึ้น เป็นครั้งแรกในวันขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ และวันแรม 1 ค่ำ เดือน 6 พ.ศ. 2360 และให้จัดทำตามแบบอย่างประเพณีเดิมทุกประการ เพื่อมีพระประสงค์ให้ประชาชนประกอบการบุญการกุศล เป็นหนทางเจริญอายุ และอยู่เย็นเป็นสุขปราศจากทุกข์โศกโรคภัย และอุปัทวันตรายต่างๆ โดยทั่วหน้ากันฉะนั้น การประกอบพิธีในวันวิสาขบูชาในประเทศไทย จึงได้รื้อฟื้นให้มีขึ้นอีกครั้งหนึ่งในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 และถือปฏิบัติมาจวบจนกระทั่งปัจจุบันการจัดงานเฉลิมฉลองในวันวิสาขบูชาที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกยุคทุกสมัย คงได้แก่การจัดงานเฉลิมฉลอง วันวิสาขบูชา พ.ศ.2500 ซึ่งทางราชการเรียกว่างาน " ฉลอง 25 พุทธศตวรรษ " ตั้งแต่วันที่ 12 ถึง 18 พฤษภาคม รวม 7 วัน ได้จัดงานส่วนใหญ่ขึ้นที่ท้องสนามหลวง ส่วนสถานที่ราชการ และวัดอารามต่างๆ ประดับธงทิวและโคมไฟสว่างไสวไปทั่วพระ ราชอาณาจักร ประชาชนถือศีล 5 หรือศีล 8 ตามศรัทธาตลอดเวลา 7 วัน มีการอุปสมบทพระภิกษุสงฆ์รวม 2,500 รูป ประชาชน งดการฆ่าสัตว์ และงดการดื่มสุรา ตั้งแต่วันที่ 12 ถึง 14 พฤษภาคม รวม 3 วัน มีการก่อสร้าง พุทธมณฑล จัดภัตตาหาร เลี้ยงพระภิกษุสงฆ์วันละ 2,500 รูป ตั้งโรงทานเลี้ยงอาหารแก่ประชาชน วันละ 200,000 คน เป็นเวลา 3 วัน ออกกฎหมาย สงวนสัตว์ป่าในบริเวณนั้น รวมถึงการฆ่าสัตว์ และจับสัตว์ในบริเวณวัด และหน้าวัดด้วย และได้มีการปฏิบัติธรรมอันยิ่งใหญ่ อย่างพร้อมเพรียงกัน เป็นกรณีพิเศษ ในวันวิสาขบูชาปีนั้นด้วย